ปรึกษาเรื่องเอดส์และห้องไม่พร้อม โทร 1663

‘ถ้าเธอเหงา เราขอให้ลาออกจากโรงเรียน’

By nuttynui 1 เม.ย 2562 18:22:32
ชีวิน  วงษาทองไชย
 

     วันนี้ ผมได้คุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแม่บ้าน เธอบอกผมว่า เธอไม่ได้ต่างจากคนอื่นๆ ทั่วไปนัก คือเรียนหนังสือไม่สูง และงานที่ทำอยู่ก็ไม่ได้ดีเท่าใด เธออาศัยอยู่กับลูกสาวที่ปากเกร็ด นนทบุรี และเมื่อไม่นานมานี้ ลูกสาวของเธอ ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อายุ 16 ปี ตัดสินใจมาบอกเธอว่า “แม่... หนูท้องกับแฟนเก่า”

     คือ ก่อนหน้านี้คบกันมาได้ 2 ปี และเลิกกันไปแล้ว แต่เขามาขอคืนดี และตอนนี้ลูกสาวของเธอท้อง! 

     เธอเล่าว่า แรกทีเดียว เธอรู้สึกโกรธมาก อยากให้ลูกยุติครรภ์ แต่ด้วยความว่า ไม่อยากเสียลูกไปเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบ เมื่อคิดได้ จึงเข้าไปกอดลูกสาว แล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรนะลูก แม่จะช่วยเอง ลูกจะเอายังไงต่อ...”

     ลูกสาวตอบกลับมาว่า “แม่รักหนูยังไง หนูก็รักลูกหนูอย่างนั้น ไม่อยากเอาออก” 

     จากนั้น จึงพากันไปฝากครรภ์โดยใช้สิทธิบัตรทอง ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า พร้อมกับรู้ว่าอายุครรภ์ 16 สัปดาห์  

     หลังจากวันนั้น ลูกสาวก็ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนในสังกัด อบจ.นนทบุรี ตามปกติ จนเช้าวันหนึ่ง เธอไปที่โรงเรียน และได้คุยกับครูประจำชั้น ซึ่งเป็นคนที่เข้าใจเด็กมาก ครูรับปากว่าจะไปคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนให้ ว่าจะช่วยเหลือเรื่องเรียนต่ออย่างไร เธอกำชับกับครูว่า ไม่ต้องการให้เป็นเรื่องใหญ่  เพราะวางแผนไว้ว่า เมื่อสอบปลายภาคเสร็จในช่วงสิ้นเดือน จะพาลูกสาวไปอยู่ที่อื่น และเมื่อคลอดแล้วจะกลับมาเรียนต่อ เนื่องจากไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องนี้ และกลัวว่าจะมีผลต่อความรู้สึกของลูกสาว

     วันต่อมา ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้หญิงรับทราบเรื่อง และได้เรียกเธอไปพบ พร้อมกับดุด่า ด้วยสารพัดคำที่จะสรรหาได้ และยื่นข้อเสนอว่า ให้ลูกสาวของเธอหยุดเรียนไปก่อน 1 สัปดาห์ จากนั้นค่อยว่ากัน หรือไม่ก็ให้ลาออกไปเลย แต่ตัวลูกสาวไม่อยากออกจากโรงเรียน ผู้อำนวยการจึงบอกว่า เช่นนั้น สอบให้เสร็จก่อน แล้วค่อยกลับมาใหม่ ส่วนตัวครูประจำชั้นเองก็ไม่คาดคิดว่าเรื่องจะลงเอยแบบนี้

     ลูกสาวได้หยุดเรียน 1 สัปดาห์ตามคำแนะนำของผู้อำนวยการโรงเรียน และจึงกลับไปเรียนอีกครั้ง  พอครูคนหนึ่งเห็นและจำได้ว่าท้อง จึงไปบอกผู้อำนวยการโรงเรียน และถูกเรียกเข้าไปพบ

     ผู้อำนวยการโรงเรียนพูดกับลูกสาวของเธอว่า “ถ้าเธอเหงามาก จะลาออกไปอยู่กับผัวเธอเลยก็ได้” สุดท้าย ผู้อำนวยการก็บอกว่า “สอบเสร็จก็ให้ยื่นใบลาออกซะ อนุญาตให้จบได้แค่ ม.4 มันไม่มีนโยบายนี้ที่ว่า ท้องให้กลับมาเรียนได้”

     แม้เธอและลูกสาวจะรู้สึกว่า สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนค่อนข้างดี เพื่อนนักเรียนเข้าใจกัน ครูชั้นผู้น้อยก็เข้าใจ

     แต่....

     ครูผู้ใหญ่กลับไม่เข้าใจ และผลักไสไล่ส่ง ด้วยคำพูดแรงๆ

     ตัวคนเป็นแม่ เริ่มโทษตัวเอง ที่ไม่ได้อยู่พูดคุยกับลูกมากนักในเรื่องนี้ ไม่ได้ใกล้ชิด ทำงานหาเงินเข้าบ้านอย่างเดียว แต่เธอก็เข้าใจว่า การท้องเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากับเด็กหรือผู้ใหญ่ พร้อมตัดพ้อว่า ทำไมผู้อำนวยการโรงเรียนถึงไม่เข้าใจ ในเมื่อลูกสาวก็ต้องการเรียนที่เดิม อยากจบการศึกษาพร้อมกับเพื่อนๆ  แต่อุปสรรคนี้ช่างใหญ่หลวงนัก

     เธอได้แต่ตัดพ้อว่า ใครจะช่วยเธอได้บ้าง???  

     จากเรื่องราวที่ประสบด้วยตัวเองในครั้งนี้ เธอจึงต้องการถามผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งว่า การให้เด็กที่ท้องลาออก เพื่อช่วยลบสถิติท้องไม่พร้อมในวัยเรียน มันคือการแก้ปัญหาของโรงเรียนจริงหรือไม่ แล้วใครได้ประโยชน์จากการลาออกในครั้งนี้ หรือการดุด่า เหน็บแนม ลงโทษด้วยการดูถูก ดูแคลน จะช่วยแก้ปัญหาให้เด็กคนหนึ่งได้จริงไหม?

     พร้อมกันนี้ เธอยังฝากบอกพ่อแม่ทุกคนว่า ถ้าต้องการให้ลูกยังคงอยู่กับเรา เมื่อลูกเกิดปัญหา การเข้าใจลูก เข้าไปกอดลูก และเคียงข้างช่วยเหลือลูก สิ่งเหล่านี้จะทำให้เข้าใจและพูดคุยกันมากขึ้น ทั้งยังจะก้าวข้ามปัญหานั้นๆ ไปได้

แล้วคุณล่ะครับ พออ่านเรื่องจบแล้ว คุณคิดว่าตัวเองเป็นแบบไหน
ระหว่างครูผู้น้อย ครูผู้ใหญ่ ผู้ปกครองใจดี หรือคนที่คอยเหน็บแนม ดุด่า???





*** ความคิดเห็นของผู้เขียนอาจไม่จำเป็นต้องสอดคล้อง หรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับกองบรรณาธิการ ***
-->